กรุงเทพฯ ยุคใหม่: ค่าครองชีพพุ่ง คนเมืองปรับตัวอย่างไร?

ผลสำรวจจากโครงการวิจัยล่าสุด “แบกภาระกรุงเทพฯ สู้ภัยเงินเฟ้อ” ได้เผยข้อมูลที่น่าตกใจเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 โดยหัวหน้าโครงการอย่าง คุณพัชรีพร อักษรานุรักษ์ ได้ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจสร้างฐานะด้วยการหลีกเลี่ยงหนี้สิน กลับต้องตกเป็น “เหยื่อเงียบ” ของค่าครองชีพที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็วในกรุงเทพมหานคร หลายคนพยายามอย่างหนักที่จะลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่พบว่าค่าใช้จ่ายพื้นฐานทั้ง ราคาอาหาร ค่าเดินทาง และค่าเช่าห้อง กลับถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันต้องเผชิญกับความท้าทายที่ไม่คาดคิด

ยกตัวอย่างเช่น นายวรเทพ ชัยวัฒน์ วัย 27 ปี ที่ทำงานในย่านสีลม ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยนี้ เขาเล่าว่า แม้จะพยายามทำอาหารเองที่บ้าน และใช้บริการขนส่งสาธารณะเป็นหลัก แต่ค่าอาหารสดที่แพงขึ้น รวมถึงค่ารถเมล์และรถไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้งบประมาณส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ค่าเช่าห้องขนาดเล็กในทำเลที่สามารถเดินทางไปทำงานได้สะดวก ก็ไม่ได้ลดลงตามที่หวังไว้ ทำให้สภาพคล่องทางการเงินตึงเครียดมากขึ้นเรื่อย ๆ

สาเหตุหลักเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ คุณพัชรีพร ให้ความเห็นว่า มาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งสถานการณ์ เงินเฟ้อ ที่ยังคงเป็นปัญหาทั่วโลก รวมถึงนโยบายบางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภคโดยตรง ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทุกภาคส่วนในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพด้วยตนเอง แม้จะมีรายได้ที่มั่นคงระดับหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น รายได้เหล่านั้นกลับมีอำนาจซื้อที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

โครงการวิจัย “แบกภาระกรุงเทพฯ สู้ภัยเงินเฟ้อ” ยังได้ประเมินสถานการณ์ในอนาคตว่า หากไม่มีมาตรการที่ชัดเจนเข้ามาช่วยเหลือ คาดว่าสถานการณ์ ค่าครองชีพในกรุงเทพ จะยังคงทรงตัวในระดับสูง หรืออาจจะเพิ่มขึ้นอีกในบางภาคส่วน กลุ่มคนรุ่นใหม่จะยิ่งเผชิญกับความยากลำบากในการสร้างความมั่นคงทางการเงิน และอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในการสร้างครอบครัว หรือการลงทุนในระยะยาวได้

ทั้งนี้ การค้นคว้าวิจัยดังกล่าวได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องร่วมกันหาทางออก เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน โดยเฉพาะการพิจารณามาตรการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ การสนับสนุนการสร้างรายได้ที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และการส่งเสริมความรู้ด้าน การวางแผนการเงินและการปรับตัวให้เข้ากับค่าครองชีพในเมืองหลวง เพื่อให้คนเมืองสามารถอยู่รอดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้